Threesome

ด่วน! กฎหมายประกันสังคม (ฉบับใหม่) ประกาศใช้แล้ว!!

นายโกวิท สัจจวิเศษ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการจัดทำร่างกฎหมายลูก ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 ซึ่งประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ว่า..

 

หลังจากมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา สปส.ต้องเร่งจัดทำกฎหมายลูก 17 ฉบับ ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน และต้องเร่งออกกฎหมายเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ดสปส.)และเลือกตั้งกรรมการบอร์ดให้แล้วเสร็จใน 180 วัน นับจากกฎหมายบังคับใช้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายลูก เช่น การจ่ายเงินทดแทนกรณีขาดรายได้ เนื่องจากนายจ้างให้หยุดงานจากเหตุจำเป็น การกำหนดคุณสมบัติของลูกจ้าง ที่จะเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมมาตรา 33 เป็นต้น ซึ่ง สปส.จัดทำร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีนายจ้างสั่งให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกันตนหยุดงานชั่วคราวเนื่องจากเหตุจำเป็น เช่น ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งคณะอนุกรรมการจัดทำร่างฯ ได้สรุปเสนอบอร์ด สปส. 2 แนวทาง

 

แนวทางแรก ให้จ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 75 ของค่าจ้าง ตามที่ผู้ประกันตนเสนอ โดยให้เหตุผลว่าเหตุจำเป็นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อีกทั้งลูกจ้างมีความจำเป็นต้องใช้เงินดูแลครอบครัว

แนวทางที่สอง ให้จ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับการจ่ายเงินทดแทนขาดรายได้ กรณีลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และเงินทดแทนกรณีอื่นๆ เช่น ทุพพลภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่อนุกรรมการฯ เสนอ คาดว่าจะเสนอ สปส.ภายในเดือนกรกฎาคมนี้

 

นายโกวิท ยังกล่าวถึงร่างกฎหมายกำหนดคุณสมบัติของลูกจ้าง ที่จะเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม มาตรา 33 ซึ่งกลุ่มผู้รับใช้ในบ้านขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป แต่ สปส.ได้ตั้งคณะกรรมการศึกษารายละเอียด นอกจากนี้ สปส.วางแผนจะทยอยเสนอกฎหมายลูกให้บอร์ด สปส.พิจารณาครั้งละ 5-6 ฉบับ คาดว่าไม่เกิน 4 ครั้ง จะแล้วเสร็จทั้งหมด ยกเว้นกฎหมายการเลือกตั้งต้องใช้เวลาจัดทำนานกว่าฉบับอื่น

 

 

แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

Bike for Mom “ปั่นเพื่อแม่”

Bike for Mom “ปั่นเพื่อแม่” เป็นกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 12 สิงหาคม 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พสกนิกรในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทยได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมปั่นเพื่อแม่พร้อมกันทั้งประเทศในวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2558 เวลา 15.00 น.

 

เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.bikeformom2015.com หรือโทร 1122

 

                                                                                                                               ที่มา : กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

สปส.แจงผู้ประกันตนรักษาโรคไตทุกกรณีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและอนุมัติสิทธิรักษารวดเร็วภายใน 40 นาที

สปส.แจงผู้ประกันตนรักษาโรคไตทุกกรณีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและอนุมัติสิทธิรักษารวดเร็วภายใน 40 นาที พันตำรวจตรีหญิง รมยง สุรกิจบรรหาร รองเลขาธิการ และโฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคมกรณีโรคไต ดังต่อไปนี้


          1. ระบบประกันสังคม ครอบคลุมการรักษาผู้ป่วยโรคไตทุกกรณี ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจนถึงไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ปัจจุบันมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่อยู่ในระบบประกันสังคมแล้ว 17,135 คน

          2. ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง หมายถึง ผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของไตบกพร่องชั่วคราว แพทย์จะทำการรักษาโดยการควบคุมอาหาร สั่งจ่ายยา ถ้าเกิดไตวายเฉียบพลันสามารถรับการฟอกเลือดได้ที่ รพ.ตามสิทธิ (รพ.สามารถเบิกค่าฟอกเลือดจาก สปส.ได้ โดยผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ)

          3. ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หมายถึง ผู้ป่วยที่มีการสูญเสียหน้าที่ของไตอย่างถาวร ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้การรับการบำบัดทดแทนไต 3 วิธี ดังนี้

                  3.1 การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม มีสถานพยาบาลที่ทำความตกลงกับ สปส.ทั่วประเทศ จำนวน 514 แห่ง
                  3.2 การล้างช่องท้องด้วยน้ำยาอย่างถาวร มีสถานพยาบาลที่ทำความตกลงกับ สปส.ทั่วประเทศ จำนวน 69 แห่ง
                  3.3 การผ่าตัดปลูกถ่ายไต มีสถานพยาบาลที่ทำความตกลงกับ สปส. ทั่วประเทศ 20 แห่ง และตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ป่วยผ่าตัดปลูกถ่ายไตแล้ว 554 ราย

          4. จุดเด่นของสิทธิประกันสังคม กรณีรักษาโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย
                 4.1 ผู้ป่วยมีสิทธิเลือกวิธีการบำบัดได้ 3 วิธีข้างต้น ตามความเหมาะสมของภาวะผู้ป่วยและการดำรงชีวิตประจำวันโดยความเห็นชอบของแพทย์
                 4.2 ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดหรือล้างช่องท้อง มีภาวะซีด ต้องได้รับยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด (Erythropoietin)มีสิทธิเลือกยาตามแต่ละผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยความเห็นชอบของแพทย์
                 4.3 ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต จะได้รับการโอนย้ายสิทธิไปเป็นผู้ประกันตนของ รพ.ที่ทำการปลูกถ่ายไตในความรับผิดชอบของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี
                 4.4 ผู้ป่วยที่บำบัดโดยการล้างช่องท้องถาวร สามารถเลือกน้ำยาชนิดที่เหมาะสมในการล้างช่องท้อง โดยความเห็นชอบของแพทย์ในอัตรา 20,000 บาท/เดือน

 

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า สปส. อนุมัติสิทธิบำบัดทดแทนไตล่าช้าถึง 3 เดือน ทำให้ผู้ประกันตนต้องสำรองจ่ายเงิน 2-3 หมื่นบาทนั้น พันตำรวจตรีหญิง รมยง เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ได้มีการปฏิรูปประกันสังคมและได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการการแพทย์ชุดใหม่เมื่อเดือน ธ.ค.2557 เป็นต้นมา การอนุมัติสิทธิฯ ไม่มีเรื่องค้างหรือล่าช้าแต่อย่างใด กล่าวคือ คณะกรรมการการแพทย์ ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศมีอำนาจอนุมัติสิทธิฯ ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะได้รับสิทธิฯ ภายใน 40 นาที สำหรับกรณีไม่เป็นไปตามเกณฑ์ คณะอนุกรรมการพิจารณาการบำบัดทดแทนไตจะพิจารณาและแจ้งผลให้ผู้ประกันตนทราบภายใน 30 วัน ทั้งนี้ตั้งแต่เดือน ม.ค. - พ.ค.2558 มีการอนุมัติสิทธิฯ แล้ว 1,164 ราย “ผู้ประกันตนที่เข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมทั้งสิ้น 514 แห่งทั่วประเทศไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เว้นแต่กรณีไปเข้ารับบริการในสถานพยาบาลอื่นนอกเหนือจาก 514 แห่ง จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง” โฆษก สปส. ระบุ


พันตำรวจตรีหญิง รมยง กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นน้ำยาล้างช่องท้องที่ระบุว่า สปส.ให้ 3 ถุง/ครั้ง และน้อยกว่าสิทธิในระบบอื่นก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจากการเบิกจ่ายน้ำยาล้างช่องท้องในระบบประกันสังคม มิได้เบิกจ่ายตามปริมาณเป็นจำนวนถุง แต่ให้สิทธิเบิกได้อัตราไม่เกิน 20,000 บาท/เดือน และผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกน้ำยาชนิดที่เหมาะสมได้ตามความเห็นชอบของแพทย์ นอกจากนี้การเบิกจ่ายยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดของระบบประกันสังคม มิได้กำหนดตามจำนวนเข็ม แต่จะพิจารณาตามระดับความเข้มข้นของเลือดโดยคำวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญ “กองทุนประกันสังคมมีมาตรการดูแลผู้ป่วยในระบบประกันสังคมเป็นอย่างดีเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยยึดมาตรฐานทางการแพทย์และสุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ” โฆษก สปส. กล่าวทิ้งท้าย

                                                                                         

ที่มา : สำนักงานประกันสังคม

การจ้างแรงงานต่างด้าว โดยวิธีนำเข้าแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ MOU สะดวก รวดเร็ว ประหยัด และคุ้มค่า

กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เผยภายหลังสิ้นสุดการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติ (เมียนมา ลาว และกัมพูชา) ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ แล้ว หากนายจ้าง/สถานประกอบการ ยังคงมีความจำเป็นต้องจ้างแรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติ (เมียนมา ลาว และกัมพูชา) สามารถดำเนินการได้โดยวิธีนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ “MOU” ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และคุ้มค่า

กระทรวงแรงงาน โดยนายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า นายจ้าง/สถานประกอบการ ที่ยังคงมีความจำเป็นต้องจ้างแรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติ (เมียนมา ลาว และกัมพูชา) ภายหลังสิ้นสุดการจดทะเบียนฯ ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ แล้ว สามารถดำเนินการได้โดยวิธีนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ “MOU” ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีคู่ภาคี ๓ ประเทศ ได้แก่ ประเทศเมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่ร่วมมือกันนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้ปรับปรุงระบบฯให้มีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และคุ้มค่า ซึ่งนายจ้าง/สถานประกอบการสามารถยื่นขอโควตาได้ ณ สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ ๑-๑๐ หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด เมื่อนายจ้างยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางานจะจัดส่งคำร้องให้ประเทศต้นทางภายใน ๖ วัน เมื่อประเทศต้นทางอนุมัติ นายจ้างจะได้รับเอกสารไปยื่นขอวีซ่าภายใน ๗ วัน โดยในส่วนขั้นตอนการขอใบอนุญาตทำงานนั้น แรงงานต่างด้าวจะได้รับอนุญาตทำงานไม่เกิน ๗ วัน เป็นการลดขั้นตอน และระยะเวลาการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU ในประเทศไทย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น ๒,๐๐๐ บาท ได้แก่ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน ๑ ปี จำนวน ๑,๐๐๐ บาท (เป็นค่าคำขอ ๑๐๐ บาท ใบอนุญาตทำงาน ๙๐๐ บาท) ค่าตรวจลงตรา จำนวน ๕๐๐ บาท (ใช้ได้ไม่เกิน ๒ ปี) ค่าตรวจสุขภาพ ๕๐๐ บาท สำหรับกิจการประมง เกษตร ปศุสัตว์และงานรับใช้ในบ้าน ซึ่งไม่ต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคมจะเพิ่มค่าประกันสุขภาพ ๑ ปี จำนวน ๑,๖๐๐ บาทต่อคน รวมค่าใช้จ่ายในประเทศในกลุ่มนี้เป็นจำนวน ๓,๖๐๐ บาท ระยะเวลา การจ้างงานครั้งแรกอนุญาตทำงานไม่เกิน ๒ ปี และขอขยายระยะเวลาการจ้างงานได้อีก ๒ ปี รวมแล้วไม่เกิน ๔ ปี จากนั้นเดินทางกลับประเทศต้นทางเพียง ๓๐ วัน และกลับมาทำงานใหม่ได้ ส่วนในกิจการประมงทะเล สามารถเพิ่มนายจ้างได้อีกไม่เกินจำนวน ๒ ราย ในกิจการและจังหวัดเดียวกัน


นายสุเมธฯ กล่าวต่อว่า การจ้างแรงงานต่างด้าวภายใต้ MOU เป็นการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย สบายใจทั้งนายจ้างและลูกจ้าง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. ๑๖๙๔ หรือ เว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th

                                                                                                           

ที่มา : กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน

พระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับใหม่

พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อ 22 มิ.ย.58 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศ (20 ต.ค.58)